ReadyPlanet.com
dot dot
แนวทางการก่อสร้างอาคารป้องกันแผ่นดินไหว article
     ประเทศไทยนั้นมีรอยเลื่อนที่สามารถทำให้เกิดแผ่นดินไหวอยู่บริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันตกของประเทศ อย่างไรก็ตามการที่จะเกิดแผ่นดินไหวของรอยเลื่อนในประเทศไทยยังไม่รุนแรงนัก จากสถิติการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทยที่ผ่านมาเกือบ 40 ปีเรามีแผ่นดินไหวขนาดกลาง (5.0-5.9 ตามมาตราริกเตอร์) เกิดขึ้น 8 ครั้ง หรือเฉลี่ย 1 ครั้งในรอบ 5 ปี โดยแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในบ้านเราส่วนใหญ่มีขนาดไม่เกิน 6.0 ตามมาตราริกเตอร์ นอกจากนี้กรุงเทพฯ ยังมีความเสี่ยงที่อาจจะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวระยะไกล จากรอยเลื่อนบริเวณประเทศอินโดนีเซีย และพม่า ซึ่งเป็นแผ่นดินไหวที่มีขนาดมากกว่า 6.0 ตามมาตราริกเตอร์ แม้ว่าจะเป็นแผ่นดินไหวระยะไกล แต่เนื่องจากกรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนชั้นดินอ่อนจึงสามารถขยายแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวให้รุนแรงขึ้น จนเกิดความเสียหายเป็นวงกว้างได้
     จากการสำรวจทำแผนที่บริเวณเสี่ยงภัยแผ่นดินไหวเมื่อปี 2548 ของกรมทรัพยากรธรณีพบว่า มี 4 จังหวัดที่อยู่ในพื้นที่เสียงภัยมากที่สุด คือกาญจนบุรี ตาก แม่ฮ่องสอน และเชียงราย เพราะเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์และรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงและจังหวัดที่มีความเสี่ยงรองลงมาคือจังหวัดในภาคเหนือและภาคใต้ เช่น สุราษฎร์ธานี พังงา กระบี่ เชียงใหม่ ลำพูด พะเยา น่าน ลำปาง และกรุงเทพมหานคร ส่วนภาคที่มีความมากปลอดภัยที่สุดคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ตารางสถิติการเกิดแผ่นดินไหวที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศไทย
ตารางสถิติการเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบ
แผนที่รอยเลื่อนที่มีพลังงานในประเทศไทย
แผนที่ภัยพิบัติแผ่นดินไหวในประเทศไทย
     จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 6.3 ตามมาตราริกเตอร์ ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2557 นั้นมีศูนย์กลางการเกิดที่ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวครั้งนี้มาจากรอยเลื่อน พะเยา ที่พาดผ่านอำเภองาว จังหวัดลำปาง และอำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ในแนวทิศตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ ทางด้านทิศเหนือของรอยเลื่อนท่าสี มีความยาวประมาณ 23 กิโลเมตร เหตุการณ์แผ่นดินไหวมีศูนย์กลางการเกิดในประเทศไทยครั้งนี้ถือว่ารุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ในรอบ 40 ปี
     เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายต่ออาคาร บ้านเรือน สิ่งปลูกสร้างต่างๆ เป็นอย่างมาก มีสาเหตุหลักจากการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานทางวิศวกรรม ผู้สร้างขาดความเข้าใจในการก่อสร้างบ้าน สร้างบ้านจากการลอกเลียนแบบบ้านข้างเคียงตามๆกัน เน้นที่ราคาถูกเป็นหลัก เป็นสาเหตุที่ทำให้เมื่อเกิดการแผ่นดินไหว อาคารบ้านเรือนที่ปลูกสร้างในลักษณะดังกล่าวเกิดการทรุดตัวแตกร้าวและพังทลายเสียหายในที่สุด ซึ่งในปัจจุบันเหตุการณ์แผ่นดินไหวก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับคนไทยอีกต่อไป ทางวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ก็ไม่ได้เพิกเฉยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดย ศ.ดร.อมร พิมานมาศ รองเลขาธิการ วสท.และอาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ได้มีการแนะนำแนวทางการการก่อสร้างบ้านในเขตเสี่ยงแผ่นดินไหว เพื่อเพิ่มความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร ทางบริษัท ท็อป เอสที บิวเดอร์ จำกัด จึงได้นำข้อแนะนำดังกล่าวมาปรับใช้ดังนี้
     1) วัสดุก่อสร้างต้องได้มาตรฐาน คอนกรีตต้องมีกำลังอัดประลัยไม่น้อยกว่า 240 กก.ต่อตร.ซม.(240 ksc) เหล็กเส้นต้องเป็นเหล็กได้มาตรฐาน มีการรับรองจาก มอก.
     2) บ้านพักอาศัยที่มีความสูง 2-3 ชั้น ควรมีขนาดหน้าตัดเสาไม่น้อยกว่า 20-25 ซม. เสาที่มีขนาดใหญ่ยิ่งต้านแผ่นดินไหวได้ดี เพราะเสาเป็นโครงสร้างหลักที่ต้องต้านแผ่นดินไหว หากเสาเล็กเกินไป อาจทำให้โครงสร้างอาคารไม่แข็งแรงและพังถล่มได้โดยง่าย
     3)เหล็กเส้นในเสาต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 4 เส้น แต่ละเส้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่ต่ำกว่า 12 มม.
     4) เสาทุกต้นต้องเสริมเหล็กปลอก โดยเหล็กปลอกต้องพันเป็นวงรอบเหล็กแกน เหล็กปลอกที่ใช้ต้องมีขนาดไม่เล็กกว่า 6 มม. บริเวณที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ โคนเสาและหัวเสา การเสริมเหล็กปลอกในเสาจึงแบ่งเป็น 2 กรณี คือ
     4.1 บริเวณโคนเสาและหัวเสา วัดจากคาน หรือพื้นออกมาเป็นระยะ 50 ซม. เสริมเหล็กปลอกมีระยะเรียงหรือระยะระหว่างเหล็กปลอก ไม่เกินครึ่งหนึ่งของขนาดเสา
     4.2 บริเวณกลางความสูงเสาให้เสริมเหล็กปลอกมีระยะเรียงไม่เกินด้านแคบของขนาดเสา ยกตัวอย่าง เสาหน้าตัด 20x20 ซม. ต้องเสริมเหล็กปลอกขนาดไม่เล็กกว่า 6 มม. มีระยะเรียงไม่เกินครึ่งหนึ่งของขนาดเสาซึ่งเท่ากับ 10 ซม. ในช่วงระยะ 50 ซม.จากคานหรือพื้น ทั้งโคนเสาและหัวเสา ส่วนบริเวณกลางความสูงเสาให้เสริมเหล็กปลอกขนาดไม่เล็กกว่า 6 มม.มีระยะเรียงไม่เกินความกว้างเสาซึ่งเท่ากับ 20 ซม.
ตัวอย่างขนาดเสาและการเสริมเหล็กปลอกของเสาของบ้านพักอาัศัย 2-3 ชั้น
ตัวอย่างการเสริมเหล็กปลอกในเสาขนาด 20 x 20 ซม.
     5) ข้อต่อหรือบริเวณที่คานเสามาบรรจบกันภายในเสาจะต้องเสริมเหล็กปลอกเสมอ โดยใช้เหล็กปลอกขนาดไม่เล็กกว่า 6 มม. มีระยะเรียงเหล็กปลอกไม่เกินด้านแคบของเสา เช่น เสาขนาด 30 x 20 ซม. ระยะเรียงของเหล็กปลอกในข้อต่อต้องไม่เกินด้านแคบของเสา หรือเท่ากับ 20 ซม.
ตัวอย่างการเสริมเหล็กปลอกบริเวณข้อต่อระหว่างเสา - คาน (1)
ตัวอย่างการเสริมเหล็กปลอกบริเวณข้อต่อระหว่างเสา - คาน (2)
     เนื่องจากจุดต่อของโครงสร้าง (เสา-คาน , เสา-พื้น , คาน – พื้น) มักเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยครั้งของการวิบัติในอาคารจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ดังนั้นการเสริมความแข็งแรงให้กับจุดต่อ โดยการหล่อครีบคอนกรีตเสริมเหล็กที่โคนเสาดังรูปด้านล่าง วิธีนี้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในอาคารที่ก่อสร้างเสร็จไปแล้ว และต้องการเสริมความแข็งแรงในภายหลัง
     วิธีดังกล่าวมีข้อจำกัดอยู่ที่ความสวยงามและพื้นที่ใช้สอย เพราะหากเสริมค้ำครีบคอนกรีตบริเวณที่เป็นแผงโล่ง (ไม่มีผนัง) ก็จะทำให้เห็นครีบคอนกรีตโผล่ขึ้นมาจากพื้น และอาจจะกีดขวางทางเดินภายในบ้านอีก ในทางกลับกันหากครีบคอนกรีตอยู่ในแนวผนังบ้าน ครีบคอนกรีตจะซ่อนอยู่ในผนังไม่กีดขวางทางเดิน และไม่มีผลกระทบต่อความสวยงามและพื้นที่ใช้สอยแต่อย่างใด แต่มีข้อแม้ว่าครีบจะต้องไม่หนาเกินไปกว่าความหนาของผนังบ้าน
ภาพการเสริมความแข็งแรงของจุดต่อเสา-คาน
     6) คานมีลักษณะการเสริมเหล็กปลอกคล้ายกับเสา โดยมีจุดสำคัญคือบริเวณปลายคานทั้งสองด้าน ดังนั้นการเสริมเหล็กปลอกในคานจะแบ่งเป็น 2 กรณี คือ
          6.1 บริเวณปลายคานวัดออกมาจากเสาเท่ากับสองเท่าของความลึกคาน ให้เสริมเหล็กปลอกมีระยะ เรียงไม่เกิน หนึ่งในสี่ของความลึกคาน
          6.2 บริเวณกลางคานให้เสริมเหล็กปลอกมีระยะเรียงไม่เกิน ครึ่งหนึ่งของความลึกคาน
ยกตัวอย่าง คานหน้าตัด 20 x 40 ซม. กล่าวคือ คานมีความลึกเท่ากับ 40 ซม. ต้องเสริมเหล็กปลอกขนาดไม่เล็กกว่า 6 มม. มีระยะเรียงไม่เกินหนึ่งในสี่ของความลึกคานซึ่งเท่ากับ 10 ซม. ที่บริเวณขอบเสาวัดออกมาสองเท่าความลึกคาน หรือเท่ากับ 80 ซม. บริเวณตรงกลางคานใช้เหล็กปลอกขนาดไม่เล็กกว่า 6 มม. มีระยะเรียงไม่เกินครึ่งหนึ่งของความลึกคานหรือเท่ากับ 20 ซม.
ตัวอย่างการเสริมเหล็กปลอกในคาน
     จากข้อแนะนำทั้งหมดที่กล่าวมาจะเป็นการเสริมกำลังในส่วนของโครงสร้างหลักเท่านั้น เช่น เสา คาน แต่ไม่ได้รวมถึงงานทางสถาปัตยกรรม เช่น กำแพง ฝ้า ประตู วงกบ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์บิวด์อินต่างๆ เพราะหลักของอาคารต้านแผ่นดินไหวคือการที่อาคารไม่เกิดการวิบัติขณะแผ่นดินไหว หรืออย่างน้อยก็ยื้อเวลาให้ผู้อยู่อาศัยออกมาจากอาคารได้ทัน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
การสัมมนาเรื่อง แผ่นดินไหวภัยใกล้ตัว โดย ศ.ดร.อมร พิมานมาศ
http://www.trf.co.th
http://www.vcharkarn.com



Home's tips

การออกแบบบ้านเพื่อลดผลกระทบน้ำท่วม article
บัญญัติ 22 ประการ "บ้านหลังน้ำท่วม" โดย อ.ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ ตอนที่ 5 article
บัญญัติ 22 ประการ "บ้านหลังน้ำท่วม" โดย อ.ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ ตอนที่ 4 article
บัญญัติ 22 ประการ "บ้านหลังน้ำท่วม" โดย อ.ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ ตอนที่ 3 article
บัญญัติ 22 ประการ "บ้านหลังน้ำท่วม" โดย อ.ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ ตอนที่ 2 article
บัญญัติ 22 ประการ "บ้านหลังน้ำท่วม" โดย อ.ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ ตอนที่ 1 article
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย article
น่ารู้...น่าคิด...ก่อนตัดสินใจ...แต่ง!!!
7 เคล็ดลับ สวยเลือกได้แด่บ้านในฝัน
แต่งบ้านให้อบอุ่นด้วยพลังธาตุ article
การพิจารณาเลือกแบบบ้าน ให้เหมาะสมกับที่ดิน article
สไตล์บ้านต่างๆ ที่มีความนิยมในการนำมาออกแบบบ้าน article
แบบบ้านคลาสสิค (Classic Home Style) article
แบบบ้านร่วมสมัย (Contemporary Style) article
แบบบ้านสมัยใหม่ (Modern Style) article
แบบบ้านโอเรียลทอล (Oriental Style) article
แบบบ้านไทยประยุกต์ (Thai Style) article
ไม้มงคล 9 ชนิด ที่ใช้ในการยกเสาเอก
ทำอย่างไรไม่ให้ความร้อนเข้าบ้าน
ทำอย่างไรให้ลมพัดเข้าบ้าน
Q&A ชุดคำถาม-คำตอบบ้านหลังน้ำท่วม article



dot
รวมเว็บธนาคารที่สนับสนุน
dot
dot
รวมลิงค์เว็บเพื่อนบ้าน
dot
dot
Newsletter

dot


sahasutha
บริษัท เอส ที บิวเดอร์ จำกัด
สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน


รับสร้างบ้าน | แบบบ้านสองชั้น | แบบบ้านสามชั้น
Copyright © 2010 All Rights Reserved.

บริษัท อะไลฟ์เฮ้าส์ จำกัด (Alive-House Co.,Ltd)<
ที่อยู่ :  เลขที่ 274/5-7 ซอยลาดพร้าว122 ถนนลาดพร้าว
แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร. 0-2542-2955-6 แฟกซ์. 0-2542-2236